วิกฤติน้ำ (Water crisis)

สถานการณ์น้ำของโลก เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศของโลก (climate change) น้ำที่เคยพอเพียงสำหรับการอุปโภค บริโภค และกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม สันทนาการ กำลังเกิดการขาดแคลน นอกจากนี้ จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน มลพิษที่ถูกสร้างขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ย้อนกลับไปทำลายแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งน้ำผิวดินและใต้ดิน ในขณะที่วงจรชีวิตของน้ำ (water cycle) กำลังถูกรุกรานจากการกระทำของมนุษย์ กล่าวคือ ธรรมชาติสามารถสร้างน้ำต้นทุนได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างไปจากอดีต แต่น้ำต้นทุนเหล่านี้กลับปนเบื้อนไปด้วยมลพิษทางอากาศที่ทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนไปและเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับกิจกรรมของมนุษย์มากขึ้น วิกฤติน้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเป็นวิกฤติ
2 ทาง คือ การมีน้ำมากหรือน้อยเกินปกติ จากข้อสงสัยที่ว่า โลกเรากำลังเข้าสู่สภาวะวิกฤติน้ำหรือไม่ ข้อมูลจาก World Water Council สะท้อนภาพปัญหาดังกล่าวได้อย่างดี

  • ประชากรโลกประมาณ 1.1 พันล้านคน อาศัยอยู่โดยไม่มีน้ำสะอาดบริโภค
  • ประชากรโลกประมาณ 1.8 ล้านคนเสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้ออหิวาต์ จากน้ำดื่มที่ไม่สะอาด
  • เด็กประมาณ 3,900 คน เสียชีวิตทุกวันจากโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำ
  • พื้นที่รับน้ำมากกว่า 260 แห่ง เป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันมากกว่า 2 ประเทศ กฏหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการแบ่งปันและการจัดการน้ำยังไม่มีความชัดเจน เกิดการแย่งชิงน้ำ
  • การบริโภคน้ำของประชากรเขตเมืองในสหรัฐและญี่ปุ่น สูงถึง 350 ลิตร/คน/วัน ขณะที่ประชากรในเขต Sub-Sahara ของอัพริกาใช้น้ำเพียง 10-20 ลิตร/คน/วัน
  • การผลิตข้าวสาร 1 กก. ใช้น้ำประมาณ 1,400 ลิตร ขณะที่การผลิตเนื้อ 1 กก. ใช้น้ำในปริมาณสูงถึง 13,000 ลิตร

ข้อมูลจาก United Nations Environment Programme (UNAP) ชี้ให้เห็นว่า (ภาพที่ 2.6) ภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตที่มีการใช้น้ำมากกว่าภาคการผลิตอื่นๆ นอกจากนี้ปริมาณความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของประชากรควบคู่กับความต้องการผลิตสินค้าอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นแหล่งผลิตอาหารและผลิตผลทางการเกษตรของโลกมีเปอร์เซ็นต์ของการใช้น้ำอยู่ในระดับสูง รวมทั้งประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน ยกเว้นประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์

ในอนาคต UNAP คาดการณ์ว่าหลายประเทศในทวีปยุโรปกำลังจะเผชิญกับภาวะการขาดแคลนน้ำ ส่วนในภูมิภาคอาเซียนมีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราการใช้น้ำมากกว่าปริมาณน้ำต้นทุน และจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจจะเผชิญกับวิกฤติการขาดแคลนน้ำ (Severe stress)

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤติน้ำ (key drivers)

  1. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ส่งผลให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้น อัตราการระเหยของน้ำเร็วขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกการละลายเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อสมดุลของน้ำที่หมุนเวียนอยู่ในธรรมชาติ ในบางพื้นที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนไม่สามารถทำการเกษตรได้อีกต่อไป บางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักจนเกิดอุทุกภัย หรือบางพื้นที่เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  2. สภาพเศรษฐกิจ สังคมของแต่ละพื้นที่ (Socio-economic)
  • การเติบโตของประชากร (Population growth) จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แปรผันโดยตรงกับความต้องการบริโภาคน้ำต่อหัวมากขึ้น ในขณะที่แหล่งสำรองน้ำไม่ได้เพิ่มขึ้น และยังอาศัยน้ำต้นทุนจากธรรมชาติ นอกจากนี้ธรรมชาติของประชากรมีการย้ายถิ่นอยู่ตลอดเวลาตามสภาพเศรษฐกิจสังคมของแต่ละพื้นที่ จากปี 2007 เป็นต้นมาประชากรที่อาศัยในเขตเมือง (urban area) มีมากกว่าประชากรที่อาศัยในชนบท ในจำนวนนี้กว่า 900 ล้านคนอาศัยอยู่ในสลัมของเมืองใหญ่ทั่วโลก ความต้องการพื้นที่สำหรับชุมชนเมืองเพิ่มขึ้น พื้นที่เกษตรลดลง มลพิษในเขตเมืองเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งไหลลงสู่ระบบน้ำและการใช้น้ำใต้ดินเกินขนาด อีกส่วนหนึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก กระทบต่อฤดูกาลและปริมาณน้ำฝน ส่งผลให้สถานการณ์น้ำในการเกษตรอยู่ในวิกฤติ
  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Overall economic development) การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นแรงขับดันทั้งด้านบวกและลบ ( positive and negative key driver) ผลกระทบโดยตรงของการเติบโตทางเศรษฐกิจคือ ความต้องการพื้นที่และน้ำสำหรับใช้เป็นปัจจัยการผลิตมากขึ้น ในขณะเดียวกันผลตอบแทนจากเศรษฐกิจที่เติบโตก็กลับนำมาใช้ในภาคเกษตรบรรเทาผลกระทบ (Mitigation)1 และการปรับตัว (Adaptation)2 ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนี้ นำไปสู่การชะลอการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก
  • การใช้ทรัพยากรอย่างไร้ขีดจำกัด การเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่จำกัดอย่างขาดสมดุล เป็นวงจรที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น ความต้องการพลังงานทางเลือกสูงขึ้นโดยเฉพาะ Bio-energy ส่งผลกระทบถึงความมั่นคงทางอาหาร ทั้งทางด้านการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการผลิต การแย่งวัตถุดิบเพื่อใช้ผลิตอาหารหรือพลังงาน

1 การปรับตัว (Adaptation) ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การเตรียมการพัฒนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างสาธารณูปโภค การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การให้ความรู้เพื่อลดความอ่อนไหว (vulnerability) ที่คนจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2 การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) คือ การดำเนินการเพื่อพยายามลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น
การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อประหยัดพลังงาน
อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินการตามพิธีสารเกียวโตส่วนใหญ่เป็นการบรรเทาผลกระทบ ทั้งนี้ การปรับตัวและการบรรเทาผล
กระทบมีความสัมพันธ์ในเชิงผกผัน กล่าวคือ หากการบรรเทาผลกระทบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมาก การปรับตัวก็จะมีความจำเป็นและใช้ทรัพยากรน้อยลง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s